เรื่องราวของหลวงปู่ไต้ฮง
ตำนานแห่งปณิธาน
หลวงปู่ไต้ฮงกง หรือ “ไต้ฮงโจวซือ” ท่านเป็นพระภิกษุผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนจนเป็นที่ยอมรับนับถือและเป็นแบบอย่างในวงกว้าง ปณิธานและคุณงามความดีของท่านยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทำความดีสืบต่อมา เป็นเรื่องราวที่เราควรศึกษาและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง มีตำนานของพระภิกษุผู้หนึ่งที่ได้จุดประกายแห่งความเมตตาและการเสียสละ ท่านคือ “ไต้ฮงกง” หรือ “ไต้ฮงโจวซือ” ผู้ซึ่งถือกำเนิดในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 1582 ณ เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูล “ลิ้ม” อันมีฐานะ
ตำนานแห่งปณิธาน
หลวงปู่ไต้ฮงกง หรือ “ไต้ฮงโจวซือ” ท่านเป็นพระภิกษุผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนจนเป็นที่ยอมรับนับถือและเป็นแบบอย่างในวงกว้าง ปณิธานและคุณงามความดีของท่านยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทำความดีสืบต่อมา เป็นเรื่องราวที่เราควรศึกษาและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง มีตำนานของพระภิกษุผู้หนึ่งที่ได้จุดประกายแห่งความเมตตาและการเสียสละ ท่านคือ “ไต้ฮงกง” หรือ “ไต้ฮงโจวซือ” ผู้ซึ่งถือกำเนิดในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 1582 ณ เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูล “ลิ้ม” อันมีฐานะ
จากบัณฑิตสู่พระภิกษุ:
การเปลี่ยนผ่านแห่งชีวิต
ด้วยพื้นฐานการศึกษาทั้งทางวิชาการและพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย ไต้ฮงกงได้แสดงถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลม โดยสามารถสอบได้เป็นบัณฑิตระดับ “จิ้นสือ” หรือบัณฑิตชั้นสูง ซึ่งอาจเทียบได้กับปริญญาเอกในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 1636 จากนั้นท่านได้รับราชการและได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอเซียวเอง มณฑลเจ้อเจียง เมื่ออายุ 54 ปี
อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตใจที่โน้มเอียงสู่ทางธรรม ท่านตัดสินใจละทิ้งตำแหน่งทางโลกเมื่ออายุ 57 ปี ใน พ.ศ. 1638 เพื่อออกบวช เป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองเวินโจว ได้รับฉายานามว่า “ไต้ฮงกง” ซึ่งมีความหมายว่า “ยอดเขาใหญ่สำคัญ” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำพาท่านสู่เส้นทางแห่งการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จากบัณฑิตสู่พระภิกษุ:
การเปลี่ยนผ่านแห่งชีวิต
ด้วยพื้นฐานการศึกษาทั้งทางวิชาการและพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย ไต้ฮงกงได้แสดงถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลม โดยสามารถสอบได้เป็นบัณฑิตระดับ “จิ้นสือ” หรือบัณฑิตชั้นสูง ซึ่งอาจเทียบได้กับปริญญาเอกในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 1636 จากนั้นท่านได้รับราชการและได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอเซียวเอง มณฑลเจ้อเจียง เมื่ออายุ 54 ปี
อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตใจที่โน้มเอียงสู่ทางธรรม ท่านตัดสินใจละทิ้งตำแหน่งทางโลกเมื่ออายุ 57 ปี ใน พ.ศ. 1638 เพื่อออกบวช เป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองเวินโจว ได้รับฉายานามว่า “ไต้ฮงกง” ซึ่งมีความหมายว่า “ยอดเขาใหญ่สำคัญ” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำพาท่านสู่เส้นทางแห่งการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ปณิธานแห่งการช่วยเหลือ:
จากศาลาสู่สะพานแห่งชีวิต
ใน พ.ศ. 1663 เมื่อท่านอายุได้ 82 ปี หลังจากธุดงค์มาถึงอำเภอเตียเอี้ย จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ท่านได้จำพรรษา ณ วัดเมี่ยวอำกวน ใกล้แม่น้ำเหลียงเจียง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ทรุดโทรม ไต้ฮงกงได้ทุ่มเทพยายามบูรณะอารามและปฏิบัติศาสนกิจ พร้อมกับเผยแผ่คุณธรรม พัฒนาท้องถิ่น และสงเคราะห์ช่วยเหลือราษฎรทุกวิถีทางด้วยความอุตสาหะ
ในช่วงที่จังหวัดแต้จิ๋วประสบภัยแล้ง เกิดโรคระบาดรุนแรง และข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นศพเกลื่อนทาง ไต้ฮงกงได้ชักชวนสานุศิษย์ร่วมกันสร้าง “ศาลา” เป็นสถานที่สำหรับราษฎรอธิษฐานเจริญจิตภาวนา ขจัดปัดเป่าภัยพิบัติและโรคระบาด รวมทั้งใช้เป็นที่แจกจ่ายยา นอกจากนี้ ท่านยังนำสานุศิษย์ออกไปช่วยเก็บศพไร้ญาติ โดยช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ศพเรี่ยไรเงินบริจาคจัดซื้อหีบศพ และทำการฝังศพอย่างสมศักดิ์ศรีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค จนกระทั่งวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป
ปณิธานแห่งการช่วยเหลือ:
จากศาลาสู่สะพานแห่งชีวิต
ด้วยพื้นฐานการศึกษาทั้งทางวิชาการและพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย ไต้ฮงกงได้แสดงถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลม โดยสามารถสอบได้เป็นบัณฑิตระดับ “จิ้นสือ” หรือบัณฑิตชั้นสูง ซึ่งอาจเทียบได้กับปริญญาเอกในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 1636 จากนั้นท่านได้รับราชการและได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำเภอเซียวเอง มณฑลเจ้อเจียง เมื่ออายุ 54 ปี
อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตใจที่โน้มเอียงสู่ทางธรรม ท่านตัดสินใจละทิ้งตำแหน่งทางโลกเมื่ออายุ 57 ปี ใน พ.ศ. 1638 เพื่อออกบวช เป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองเวินโจว ได้รับฉายานามว่า “ไต้ฮงกง” ซึ่งมีความหมายว่า “ยอดเขาใหญ่สำคัญ” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำพาท่านสู่เส้นทางแห่งการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในขณะเดียวกัน ท่านได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คนที่ต้องเสี่ยงชีวิตข้ามแม่น้ำเหลียงเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ถึง 300 วาหรือประมาณ 600 เมตร และไหลเชี่ยวกรากตลอดปีจึงเกิดปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้
“แม้จะเผชิญอุปสรรคมากมาย ท่านก็ไม่ย่อท้อ ใช้เวลา ถึง 5 ปี ในการศึกษาสภาพพื้นที่ ระดมทุนและแรงงาน โดยเดินทางไปยังเมืองฮกเกี้ยนเพื่อเรี่ยไรเงินและศึกษาวิธีการสร้างสะพาน จนในที่สุดสามารถเริ่มก่อสร้างสะพานได้เมื่อท่านอายุ 87 ปี ใน พ.ศ. 1670 โดยสะพานมีขนาดความกว้าง 5 วา ความยาว 300 วา”
ในขณะเดียวกัน ท่านได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คนที่ต้องเสี่ยงชีวิตข้ามแม่น้ำเหลียงเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ถึง 300 วาหรือประมาณ 600 เมตร และไหลเชี่ยวกรากตลอดปีจึงเกิดปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้
“แม้จะเผชิญอุปสรรคมากมาย ท่านก็ไม่ย่อท้อ ใช้เวลา ถึง 5 ปี ในการศึกษาสภาพพื้นที่ ระดมทุนและแรงงาน โดยเดินทางไปยังเมืองฮกเกี้ยนเพื่อเรี่ยไรเงินและศึกษาวิธีการสร้างสะพาน จนในที่สุดสามารถเริ่มก่อสร้างสะพานได้เมื่อท่านอายุ 87 ปี ใน พ.ศ. 1670 โดยสะพานมีขนาดความกว้าง 5 วา ความยาว 300 วา”
มรดกแห่งความดี
จากอดีตสู่ปัจจุบัน
แม้ท่านจะมรณภาพเมื่ออายุ 89 ปี ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 1670 ก่อนที่สะพานจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่ปณิธานของท่านได้จุดประกายให้ผู้คนสานต่อความดี การอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นทั้งในยามปกติและยามวิกฤต รวมถึงการสร้างสาธารณูปโภค เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้กลายเป็นแบบอย่างของการทำความดีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก่อเกิดเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งยังคงดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ไต้ฮงกงในประเทศไทย:
สืบสานปณิธานบนแผ่นดินสยาม
ความศรัทธาต่อหลวงปู่ไต้ฮงกงทำให้บรรดาศิษยานุศิษย์ก่อตั้ง
ศาลเจ้ากว่า 500 แห่ง ภายใต้ชื่อ “ป่อเต็กตึ๊ง” จนได้แผ่ขยาย
จากแผ่นดินจีนมาสู่สยามประเทศ ผ่านการอพยพของชาวจีน
ที่เดินทางมาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้ พวกเขานำเอาความเชื่อ
วัฒนธรรม และแบบอย่างแห่งความดีของหลวงปู่ไต้ฮงกงมาด้วย
ได้มีการก่อตั้ง “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” และแสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยการนำของพระอนุวัตน์ราชนิยม (ยี่กอฮง หรือ ฮง เตชะวณิช) กับชาวจีนพรรคพวกอีก 12 คน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์จำลองไต้ฮงกงเป็นการถาวร และเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศล สืบสานเจตนารมณ์ของหลวงปู่ในการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย
พ.ศ. 2452 - 2453ได้มีการก่อตั้ง “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” และแสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงขึ้นในกรุงเทพมหานคร
โดยการนำของพระอนุวัตน์ราชนิยม (ยี่กอฮง หรือ ฮง เตชะวณิช) กับชาวจีนพรรคพวกอีก 12 คน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์จำลองไต้ฮงกงเป็นการถาวร และเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศล สืบสานเจตนารมณ์ของหลวงปู่ในการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย
คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสมัยที่ 1
ขยายและสืบสานเจตนารมย์อย่างยั่งยืน
“คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายการดำเนินงาน สาธารณกุศลอื่นๆ งานสังคมสงเคราะห์หลายโครงการ

ยามวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนสู่ประเทศไทบ มูลนิธิได้แสดงบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้อพยพ จัดหาอาหาร ที่พักพิงและการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือในเรื่องการจดทะเบียนและต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว รวมถึงการขอใบอนุญาตทำงานสะท้อนถึงความเข้าใจในความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์และความพยายามในการช่วยเหลืออย่างครอบคลุม
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จประพาสชุมชนชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน แถบสำเพ็ง เยาวราช เจริญกรุงและบริเวณใกล้เคียง องค์กรชาวจีนที่อยู่ในหมายกำหนดการเสด็จรวมถึง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นพระอนุชาธิราช โดยเสด็จในการเสด็จประพาสครั้งนั้นด้วย

การพัฒนาสู่องค์กรสาธารณกุศลสมัยใหม่
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้พัฒนาและขยายขอบเขตการดำเนินงานให้ครอบคลุมด้านต่างๆ มากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา การบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาสังคม

สืบสานปณิธาน สู่อนาคตที่ยั่งยืน
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังคงมุ่งมั่นในการน้อมนำและสืบสานปณิธานของหลวงปู่ไต้ฮงกง ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายในยุคปัจจุบัน เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือ การร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และการส่งเสริมจิตอาสาในหมู่คนรุ่นใหม่ การก่อตั้งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวเป็นอีกก้าวสำคัญในการสืบทอดและเผยแพร่แนวคิดการทำความดีของหลวงปู่ไต้ฮงสู่สังคมไทยในวงกว้าง เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศูนย์รวมจิตใจ และจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเอื้ออาทร เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่หลวงปู่ไต้ฮงกงได้หว่านไว้ ยังคงเติบโตและแตกหน่อ ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และศรัทธาของผู้คนมากมาย เชื้อเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานปณิธานนี้เพื่อสร้างสังคมที่ดีงาม และยั่งยืนสืบไป
ปัจจุบันขยายและสืบสานเจตนารมย์อย่างยั่งยืน
“คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายการดำเนินงานสาธารณกุศลอื่นๆ งานสังคมสงเคราะห์หลายโครงการ

ยามวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนสู่ประเทศไทย
มูลนิธิได้แสดงบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้อพยพ จัดหาอาหาร ที่พักพิงและการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือในเรื่องการจดทะเบียนและต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว รวมถึงการขอใบอนุญาตทำงานสะท้อนถึงความเข้าใจในความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์และความพยายามในการช่วยเหลืออย่างครอบคลุม
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จประพาสชุมชนชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน แถบสำเพ็ง เยาวราช เจริญกรุงและบริเวณใกล้เคียง องค์กรชาวจีนที่อยู่ในหมายกำหนดการเสด็จรวมถึง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นพระอนุชาธิราช โดยเสด็จในการเสด็จประพาสครั้งนั้นด้วย

การพัฒนาสู่องค์กรสาธารณกุศลสมัยใหม่
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้พัฒนาและขยายขอบเขตการดำเนิน
งานให้ครอบคลุมด้านต่างๆ มากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา การบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาสังคม

สืบสานปณิธาน สู่อนาคตที่ยั่งยืน
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังคงมุ่งมั่นในการน้อมนำและสืบสานปณิธานของหลวงปู่ไต้ฮงกง ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายในยุคปัจจุบัน เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือ การร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และการส่งเสริมจิตอาสาในหมู่คนรุ่นใหม่ การก่อตั้งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวเป็นอีกก้าวสำคัญในการสืบทอดและเผยแพร่แนวคิดการทำความดีของหลวงปู่ไต้ฮงสู่สังคมไทยในวงกว้าง เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศูนย์รวมจิตใจ และจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเอื้ออาทร เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่หลวงปู่ไต้ฮงกงได้หว่านไว้ ยังคงเติบโตและแตกหน่อ ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และศรัทธาของผู้คนมากมาย เชื้อเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานปณิธานนี้เพื่อสร้างสังคมที่ดีงาม และยั่งยืนสืบไป
ปัจจุบัน








